แผ่น HDPE เลือกความหนาเท่าไร ให้เหมาะกับบ่อเก็บน้ำและบ่อบำบัดน้ำเสีย
7 August 2026
แผ่น HDPE Geomembrane เป็นวัสดุที่นิยมใช้ปูพื้นและผนังบ่อ เพื่อช่วยควบคุมการรั่วซึมของน้ำหรือของเหลวลงสู่ชั้นดิน เหมาะทั้งกับบ่อเก็บน้ำเพื่อการเกษตร อ่างเก็บน้ำ บ่อบำบัดน้ำเสีย บ่อไบโอแก๊ส และงานอุตสาหกรรมที่ต้องการระบบกักเก็บของเหลวอย่างมีประสิทธิภาพ
แผ่น HDPE มีให้เลือกหลายความหนา ตั้งแต่ประมาณ 0.50 มิลลิเมตร ไปจนถึง 2.00 มิลลิเมตรหรือมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าบ่อทุกประเภทควรเลือกใช้แผ่นที่หนาที่สุดเสมอไป เพราะสเปกที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับขนาดและความลึกของบ่อ ชนิดของของเหลว สภาพพื้นดิน การสัมผัสแสงแดด ความเสี่ยงจากอุปกรณ์ และมาตรฐานของโครงการ
หากเลือกแผ่นบางเกินไป อาจเกิดความเสียหายจากการเจาะทะลุ การเสียดสี หรือแรงที่เกิดระหว่างติดตั้งได้ง่าย แต่หากเลือกหนาเกินความจำเป็น ต้นทุนวัสดุ การขนย้าย และการติดตั้งก็อาจเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าอย่างเหมาะสม
ความหนาของแผ่น HDPE วัดอย่างไร
ความหนาของแผ่น HDPE Geomembrane มักระบุเป็นหน่วยมิลลิเมตร หรือบางมาตรฐานอาจใช้หน่วย mil ซึ่ง 1 mil เท่ากับ 0.001 นิ้ว หรือประมาณ 0.0254 มิลลิเมตร
ตัวอย่างความหนาที่พบได้ทั่วไป ได้แก่
- 0.50 มิลลิเมตร เท่ากับประมาณ 20 mil
- 0.75 มิลลิเมตร เท่ากับประมาณ 30 mil
- 1.00 มิลลิเมตร เท่ากับประมาณ 40 mil
- 1.50 มิลลิเมตร เท่ากับประมาณ 60 mil
- 2.00 มิลลิเมตร เท่ากับประมาณ 80 mil
VSC มีแผ่น HDPE Geomembrane ให้เลือกตั้งแต่ 0.50, 0.75, 1.00, 1.25, 1.50, 1.80 ไปจนถึง 2.00 มิลลิเมตร รองรับงานบ่อเก็บน้ำ งานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อบำบัดน้ำเสีย บ่อไบโอแก๊ส เหมืองแร่ หลุมฝังกลบ และงานโครงสร้างพื้นฐานหลายประเภท
แผ่น HDPE ยิ่งหนายิ่งดีหรือไม่
โดยทั่วไป เมื่อแผ่น HDPE มีความหนาเพิ่มขึ้น ความสามารถในการทนต่อแรงฉีกขาดและแรงเจาะทะลุก็มักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ VSC ระบุว่า แผ่นความหนา 0.50 มิลลิเมตรมีค่าความต้านทานการเจาะทะลุ 200 นิวตัน ขณะที่รุ่น 1.00, 1.50 และ 2.00 มิลลิเมตร มีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 430, 590 และ 670 นิวตันตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ความหนาไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดว่าแผ่นจะใช้งานได้นานเพียงใด เพราะแผ่นหนาก็ยังรั่วได้ หากพื้นบ่อมีหินแหลม รอยเชื่อมไม่ได้มาตรฐาน หรือมีเครื่องจักรเคลื่อนผ่านบนแผ่นโดยไม่มีชั้นป้องกัน
การเลือกความหนาจึงควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- ชนิดและความเข้มข้นของของเหลว
- ขนาดและความลึกของบ่อ
- อายุการใช้งานที่ต้องการ
- ความเรียบและความแข็งแรงของพื้นบ่อ
- ระดับน้ำใต้ดิน
- ความลาดชันของผนังบ่อ
- การใช้เครื่องจักรภายในพื้นที่
- ระบบระบายก๊าซและน้ำใต้แผ่น
- ระบบตรวจจับการรั่วซึม
- คุณภาพการเชื่อมและการตรวจสอบรอยต่อ
ตารางเลือกความหนาแผ่น HDPE เบื้องต้น
ตารางต่อไปนี้เป็นแนวทางเริ่มต้นสำหรับการพิจารณา ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวของทุกโครงการ ก่อนสั่งซื้อควรให้ผู้ผลิต ผู้ติดตั้ง หรือวิศวกรประเมินสภาพหน้างานอีกครั้ง
| ความหนาแผ่น HDPE | ลักษณะงานเบื้องต้น | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|
| 0.50 มม. | บ่อขนาดเล็ก งานความเสี่ยงต่ำ หรือพื้นที่ซึ่งเตรียมพื้นได้เรียบมาก | มีความเสี่ยงต่อความเสียหายระหว่างขนย้ายและติดตั้งมากกว่ารุ่นหนา |
| 0.75 มม. | บ่อเก็บน้ำสะอาดขนาดเล็กถึงปานกลาง | ควรปูบนพื้นเรียบและไม่มีเครื่องจักรสัมผัสแผ่นโดยตรง |
| 1.00 มม. | บ่อเก็บน้ำทั่วไป บ่อเกษตร และบ่อที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง | เหมาะกับงานถาวรมากขึ้น แต่ยังต้องมีชั้นป้องกันในพื้นที่ขรุขระ |
| 1.25 มม. | บ่อเก็บน้ำขนาดกลางถึงใหญ่ หรือพื้นที่มีความเสี่ยงทางกลเพิ่มขึ้น | ควรออกแบบรอยเชื่อมและร่องยึดขอบอย่างเหมาะสม |
| 1.50 มม. | บ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่และบ่อบำบัดน้ำเสียทั่วไป | เป็นความหนาที่พบได้บ่อยในงานกักเก็บของเสียและโครงการระยะยาว |
| 1.80–2.00 มม. | น้ำเสียอุตสาหกรรม งานหนัก หรือพื้นที่เสี่ยงต่อแรงเจาะและเสียดสีสูง | ต้องใช้ทีมติดตั้งและเครื่องเชื่อมที่เหมาะกับวัสดุความหนาสูง |
วิธีเลือกความหนาแผ่น HDPE สำหรับบ่อเก็บน้ำ
บ่อเก็บน้ำมักมีความเสี่ยงด้านสารเคมีต่ำกว่าบ่อบำบัดน้ำเสีย แต่ยังต้องรองรับแรงจากน้ำ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ การเคลื่อนตัวของดิน และสภาพอากาศภายนอก
บ่อเก็บน้ำขนาดเล็ก
บ่อขนาดเล็กที่มีความลึกไม่มาก พื้นดินแน่น และสามารถปรับพื้นให้เรียบได้อย่างละเอียด อาจเริ่มพิจารณาแผ่น HDPE ความหนาประมาณ 0.50–0.75 มิลลิเมตร
แผ่นระดับความหนานี้มีน้ำหนักน้อยกว่าและจัดการได้ง่าย แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมพื้นเป็นพิเศษ ไม่ควรมีหินแหลม รากไม้ เศษโลหะ หรือวัสดุที่สามารถแทงทะลุแผ่นได้
หากเป็นบ่อถาวรซึ่งต้องกักเก็บน้ำตลอดทั้งปี การเลือก 0.75 มิลลิเมตรขึ้นไปมักช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการติดตั้งและการใช้งานได้มากกว่าการเลือกแผ่นบางที่สุด
บ่อเก็บน้ำขนาดกลาง
สำหรับบ่อเกษตรหรือบ่อเก็บน้ำขนาดกลางที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง ควรเริ่มพิจารณาแผ่นความหนาประมาณ 1.00–1.25 มิลลิเมตร โดยเฉพาะเมื่อบ่อมีความลึกมากขึ้นหรือพื้นดินมีโอกาสทรุดตัว
ความหนาระดับนี้ให้ความแข็งแรงมากกว่าแผ่น 0.50–0.75 มิลลิเมตร และช่วยรองรับความเสียหายที่อาจเกิดระหว่างการลาก การคลี่ การเชื่อม และการทำงานของช่างภายในบ่อได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากพื้นมีหินหรือไม่สามารถปรับให้เรียบได้ทั้งหมด ควรใช้แผ่นใยสังเคราะห์ Geotextile เป็นชั้นรอง ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มความหนาของแผ่นเพียงอย่างเดียว
บ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่
บ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ บ่อลึก หรือบ่อที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิต ควรเริ่มพิจารณาแผ่น HDPE ความหนาประมาณ 1.50 มิลลิเมตร และอาจเพิ่มเป็น 1.80–2.00 มิลลิเมตร หากมีความเสี่ยงจากสภาพพื้น อุปกรณ์ หรือเครื่องจักร
บ่อประเภทนี้ควรมีการออกแบบโดยพิจารณาทั้งแรงดันน้ำ ความลาดชัน การทรุดตัว การระบายน้ำใต้แผ่น และระบบยึดขอบ ไม่ควรเลือกความหนาจากพื้นที่ตารางเมตรหรือปริมาตรน้ำเพียงอย่างเดียว
มาตรฐาน NRCS Code 521 ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ใช้ความหนา HDPE ขั้นต่ำสำหรับบ่อเก็บน้ำสะอาดที่ 30 mil หรือประมาณ 0.75 มิลลิเมตร แต่ระบุให้เพิ่มความหนาหรือใช้ระบบป้องกันเพิ่มเติมเมื่อมีความเสี่ยงต่อความเสียหายทางกล ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นมาตรฐานอ้างอิงจากต่างประเทศ ไม่ใช่ข้อบังคับแทนการออกแบบตามสภาพโครงการในประเทศไทย
วิธีเลือกความหนาแผ่น HDPE สำหรับบ่อบำบัดน้ำเสีย
บ่อบำบัดน้ำเสียมีความซับซ้อนมากกว่าบ่อเก็บน้ำ เนื่องจากแผ่นต้องสัมผัสกับของเหลวที่อาจมีสารอินทรีย์ สารเคมี กรด ด่าง น้ำมัน หรือของแข็งแขวนลอย รวมถึงอาจเกิดก๊าซสะสมอยู่ใต้แผ่นได้
จึงไม่ควรเลือกแผ่น HDPE สำหรับบ่อบำบัดน้ำเสียจากความหนาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ทางเคมีของวัสดุกับน้ำเสีย อุณหภูมิของของเหลว และระบบรองรับอื่น ๆ ด้วย
บ่อบำบัดน้ำเสียทั่วไป
บ่อบำบัดน้ำเสียจากชุมชน ฟาร์ม หรือกระบวนการผลิตที่ไม่มีสารเคมีรุนแรง ควรเริ่มพิจารณาแผ่น HDPE ความหนาประมาณ 1.50 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มความสามารถในการทนต่อการเจาะทะลุและความเสียหายระหว่างใช้งาน
มาตรฐาน NRCS Code 521 กำหนดความหนา HDPE ขั้นต่ำสำหรับการกักเก็บน้ำเสียไว้ที่ 60 mil หรือประมาณ 1.50 มิลลิเมตร ซึ่งมากกว่าค่าขั้นต่ำสำหรับน้ำสะอาด เนื่องจากผลกระทบจากการรั่วซึมของน้ำเสียมีความเสี่ยงต่อดินและน้ำใต้ดินมากกว่า
ตัวเลขนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้น แต่โครงการจริงยังต้องพิจารณากฎหมาย ข้อกำหนดของเจ้าของโครงการ และผลการออกแบบทางวิศวกรรมร่วมด้วย
บ่อบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม
หากน้ำเสียมีสารเคมี ความเข้มข้นสูง อุณหภูมิสูง หรือมีอุปกรณ์ทำงานภายในบ่อ อาจต้องเลือกแผ่นความหนา 1.50–2.00 มิลลิเมตร รวมถึงตรวจสอบว่าวัสดุ HDPE สามารถสัมผัสกับของเหลวประเภทนั้นได้ในระยะยาวหรือไม่
การเพิ่มความหนาช่วยเพิ่มความแข็งแรงทางกล แต่ไม่ได้ทำให้แผ่นทนต่อสารเคมีทุกชนิดโดยอัตโนมัติ จึงควรแจ้งข้อมูลต่อไปนี้ให้ผู้ผลิตหรือผู้ออกแบบทราบก่อนเลือกสเปก
- ชนิดของสารเคมีในน้ำเสีย
- ค่าความเป็นกรดและด่าง
- ความเข้มข้นของสาร
- อุณหภูมิสูงสุดของของเหลว
- ระยะเวลาที่แผ่นต้องสัมผัส
- ของแข็งหรืออนุภาคที่อาจเสียดสีแผ่น
- วิธีทำความสะอาดและบำรุงรักษาบ่อ
บ่อที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วสูง
งานที่ของเหลวอาจสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ควรพึ่งพาความหนาของแผ่นชั้นเดียวเท่านั้น แต่อาจต้องพิจารณาระบบซับในสองชั้น ชั้นระบายน้ำ ระบบตรวจจับการรั่ว หรือชั้นดินที่มีค่าการซึมผ่านต่ำร่วมด้วย
NRCS ระบุว่าบ่อกักเก็บของเสียบางประเภทอาจต้องมีระบบตรวจจับการรั่ว รวมถึงต้องประเมินการระบายน้ำใต้แผ่นและแรงดันจากน้ำใต้ดิน เพื่อป้องกันไม่ให้แผ่นลอยหรือพองตัว
เปรียบเทียบการเลือกความหนาระหว่างบ่อเก็บน้ำกับบ่อบำบัดน้ำเสีย
| หัวข้อ | บ่อเก็บน้ำ | บ่อบำบัดน้ำเสีย |
|---|---|---|
| ความหนาเริ่มต้นที่พบได้ | ประมาณ 0.75–1.00 มม. | ประมาณ 1.50 มม. |
| งานขนาดใหญ่หรือความเสี่ยงสูง | 1.50–2.00 มม. | 1.50–2.00 มม. หรือระบบหลายชั้น |
| ความเสี่ยงด้านสารเคมี | ค่อนข้างต่ำ | ต้องตรวจสอบชนิดและความเข้มข้นของสาร |
| ระบบตรวจจับการรั่ว | พิจารณาตามความสำคัญของบ่อ | มักมีความจำเป็นมากกว่า |
| ระบบระบายก๊าซ | ขึ้นอยู่กับสภาพดิน | ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ |
| การป้องกันพื้นบ่อ | Geotextile เมื่อมีหินหรือพื้นขรุขระ | ควรให้ความสำคัญสูงและออกแบบเป็นระบบ |
| การตรวจรอยเชื่อม | ควรตรวจทุกแนวเชื่อม | ควรมีระบบควบคุมและบันทึกผลอย่างชัดเจน |
8 ปัจจัยสำคัญก่อนเลือกความหนาแผ่น HDPE
1. ชนิดของของเหลวในบ่อ
น้ำสะอาด น้ำเพื่อการเกษตร น้ำเสียชุมชน และน้ำเสียอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงแตกต่างกัน หากเป็นน้ำเสีย ควรส่งข้อมูลส่วนประกอบและอุณหภูมิให้ผู้ผลิตตรวจสอบความเหมาะสมของวัสดุ
2. ขนาดและความลึกของบ่อ
บ่อขนาดใหญ่และบ่อลึกมีพื้นที่รอยเชื่อมมากขึ้น รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการเคลื่อนตัวของดินและความเสียหายระหว่างติดตั้งมากกว่า จึงมักต้องใช้วัสดุที่หนาและระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดขึ้น
3. สภาพพื้นดิน
แม้เลือกแผ่นหนา 2.00 มิลลิเมตร แต่หากวางบนก้อนหินแหลมหรือพื้นซึ่งทรุดตัวไม่สม่ำเสมอ ก็ยังมีโอกาสเกิดรูรั่วได้
พื้นบ่อต้องแน่น เรียบ และไม่มีวัตถุแหลม หากไม่สามารถปรับสภาพได้เพียงพอ ควรใช้ Geotextile หรือชั้นดินรองเพื่อป้องกันแผ่น ตามแนวทาง NRCS ควรมีชั้นรองระหว่างแผ่นกับหินเหลี่ยมหรือวัสดุที่อาจทำให้แผ่นเสียหาย
4. ระดับน้ำใต้ดิน
น้ำใต้ดินที่อยู่ใกล้ก้นบ่อสามารถสร้างแรงดันยกขึ้นด้านล่างของแผ่นได้ โดยเฉพาะเมื่อบ่อไม่มีน้ำหรือระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แผ่นพอง ลอย หรือเคลื่อนตัว
พื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงอาจต้องติดตั้งระบบระบายน้ำใต้แผ่น ไม่ควรแก้ด้วยการเพิ่มความหนาเพียงอย่างเดียว
5. ก๊าซที่อาจสะสมใต้แผ่น
ดินที่มีสารอินทรีย์หรือพื้นที่ซึ่งเคยมีน้ำเสียซึมลงดิน อาจเกิดก๊าซสะสมใต้แผ่นจนทำให้แผ่นพองตัวได้ บ่อบำบัดน้ำเสียจึงควรพิจารณาระบบระบายก๊าซตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ
6. ความเสี่ยงจากเครื่องจักรและการบำรุงรักษา
หากมีรถ เครื่องสูบน้ำ อุปกรณ์กวน หรือเครื่องมือทำความสะอาดสัมผัสบริเวณบ่อ ควรเพิ่มความหนาและติดตั้งชั้นป้องกัน เช่น Geotextile แผ่นรอง หรือทางลาดคอนกรีตในจุดที่ใช้งาน
ไม่ควรให้รถหรือเครื่องจักรเคลื่อนบนแผ่น HDPE โดยตรง แม้จะเลือกแผ่นความหนาสูงก็ตาม
7. แสงแดดและการเปิดเผยผิวแผ่น
แผ่น HDPE ที่ติดตั้งกลางแจ้งควรมีคุณสมบัติทนต่อรังสี UV และการเสื่อมสภาพจากออกซิเดชัน VSC ระบุว่าผลิตภัณฑ์ผลิตจากเม็ดพลาสติก HDPE ใหม่ และได้รับการออกแบบให้ทนต่อสารเคมี รังสี UV โอโซน ออกซิเดชัน และการแตกร้าวจากความเค้นในระยะยาว
8. คุณภาพการติดตั้งและรอยเชื่อม
แผ่น HDPE แต่ละม้วนต้องเชื่อมต่อกันด้วยความร้อน หากแนวเชื่อมไม่สมบูรณ์ ต่อให้เลือกแผ่นหนาก็ยังเกิดการรั่วได้
งานติดตั้งควรมีการกำหนดอุณหภูมิและความเร็วของเครื่องเชื่อมให้เหมาะกับสภาพอากาศ พร้อมทดสอบแนวเชื่อมและบันทึกผลการตรวจสอบก่อนเปิดใช้งานบ่อ
Geotextile จำเป็นต้องปูใต้แผ่น HDPE หรือไม่
Geotextile ไม่ได้จำเป็นในทุกพื้นที่ แต่ควรใช้เมื่อพื้นบ่อมีความเสี่ยงต่อการเจาะหรือเสียดสี เช่น
- พื้นมีกรวดหรือหินจำนวนมาก
- ไม่สามารถบดอัดพื้นให้เรียบได้
- มีเศษคอนกรีตหรือโครงสร้างเดิมใต้บ่อ
- บ่อมีโอกาสทรุดตัวไม่สม่ำเสมอ
- ต้องปูแผ่น HDPE บนพื้นคอนกรีต
- มีเครื่องจักรหรือกิจกรรมที่สร้างแรงกระแทก
Geotextile ทำหน้าที่เป็นชั้นรองรับและช่วยกระจายแรง แต่ไม่สามารถทดแทนการเตรียมพื้นได้ทั้งหมด ก่อนปูยังต้องกำจัดวัตถุแหลมและปรับพื้นให้แน่นเรียบอยู่เสมอ
แผ่น HDPE ผิวเรียบกับผิวหยาบเกี่ยวข้องกับความหนาหรือไม่
การเลือกผิวเรียบหรือผิวหยาบเป็นคนละเรื่องกับการเลือกความหนา แผ่นผิวเรียบเหมาะกับพื้นบ่อหรือพื้นที่ที่ต้องการลดการสะสมของตะกอนและทำความสะอาดง่าย ส่วนผิวหยาบช่วยเพิ่มแรงเสียดทานในพื้นที่ลาดชัน ลดความเสี่ยงจากการเลื่อนตัวระหว่างแผ่นกับชั้นดินหรือวัสดุอื่น
สำหรับบ่อที่มีผนังลาดชัน การเพิ่มความหนาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการลื่นไถล จึงควรให้วิศวกรประเมินความลาดชัน แรงเสียดทาน และระบบยึดขอบร่วมกัน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกแผ่น HDPE
- เลือกความหนาจากราคาต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว
- ใช้แผ่นบางกับบ่อขนาดใหญ่หรือบ่อบำบัดน้ำเสีย
- ไม่แจ้งชนิดสารเคมีและอุณหภูมิของน้ำเสีย
- คิดว่าแผ่นหนาสามารถปูบนพื้นขรุขระได้ทันที
- ไม่ตรวจสอบระดับน้ำใต้ดินก่อนขุดบ่อ
- ไม่มีระบบระบายก๊าซสำหรับบ่อน้ำเสีย
- ให้เครื่องจักรเคลื่อนบนแผ่นโดยไม่มีชั้นป้องกัน
- ลดความหนาเพื่อประหยัดงบ แต่มีค่าซ่อมและสูญเสียน้ำภายหลัง
- ใช้ผู้ติดตั้งที่ไม่มีอุปกรณ์ตรวจสอบรอยเชื่อม
- เลือกวัสดุที่ไม่มีข้อมูลคุณสมบัติและผลการทดสอบชัดเจน
สรุป แผ่น HDPE ควรเลือกความหนาเท่าไร
การเลือกความหนาแผ่น HDPE สามารถใช้แนวทางเบื้องต้นดังนี้
- 0.50–0.75 มิลลิเมตร สำหรับบ่อขนาดเล็ก งานความเสี่ยงต่ำ และพื้นที่ซึ่งเตรียมพื้นได้ดี
- 1.00–1.25 มิลลิเมตร สำหรับบ่อเก็บน้ำขนาดกลางและงานที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง
- 1.50 มิลลิเมตร สำหรับบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ บ่อบำบัดน้ำเสีย และงานระยะยาว
- 1.80–2.00 มิลลิเมตร สำหรับน้ำเสียอุตสาหกรรม งานหนัก หรือพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความเสียหายทางกลสูง
ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเริ่มต้น ไม่สามารถใช้แทนการประเมินหน้างานได้ทั้งหมด โดยเฉพาะบ่อบำบัดน้ำเสียและงานอุตสาหกรรม ควรพิจารณาคุณสมบัติของของเหลว ระบบระบายก๊าซ ระดับน้ำใต้ดิน ชั้นรองพื้น และระบบตรวจจับการรั่วร่วมด้วย
เลือกแผ่น HDPE Geomembrane ให้เหมาะกับโครงการกับ VSC
VSC ผลิตและจำหน่ายแผ่น HDPE Geomembrane ตั้งแต่ความหนา 0.50–2.00 มิลลิเมตร รองรับทั้งบ่อเก็บน้ำ บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อบำบัดน้ำเสีย บ่อไบโอแก๊ส หลุมฝังกลบ เหมืองแร่ และงานโครงสร้างพื้นฐาน
ผลิตภัณฑ์มีข้อมูลคุณสมบัติด้านความหนา ความหนาแน่น แรงดึง แรงฉีกขาด แรงเจาะทะลุ และการทนต่อออกซิเดชัน พร้อมระบุการรับรองตามมาตรฐาน GRI GM-13 ผู้ใช้งานสามารถปรึกษาทีมงาน VSC เพื่อเลือกความหนา ขนาดม้วน อุปกรณ์ประกอบ และระบบติดตั้งให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และประเภทของของเหลวในโครงการ