พลาสติกคลุมโรงเรือนร้อนเกินไป แก้อย่างไรโดยไม่กระทบแสงที่พืชได้รับ
10 September 2026
พลาสติกคลุมโรงเรือนช่วยป้องกันฝน ลม แมลง และควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเพาะปลูก แต่หนึ่งในปัญหาที่เกษตรกรพบได้บ่อยคือ อุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงเกินไป โดยเฉพาะช่วงกลางวันและฤดูร้อน เมื่อแสงอาทิตย์ผ่านพลาสติกเข้ามาแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนสะสมอยู่ภายใน
เมื่อโรงเรือนร้อนเกินไป พืชอาจเกิดอาการใบเหี่ยว ใบไหม้ ขอบใบแห้ง ดอกร่วง ติดผลไม่ดี หรือเจริญเติบโตช้าลง หลายคนจึงแก้ปัญหาด้วยการติดสแลนทึบหรือคลุมวัสดุเพิ่มจนแสงลดลงมากเกินไป แม้อุณหภูมิจะลดลง แต่พืชกลับได้รับแสงไม่เพียงพอสำหรับการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้ต้นยืด ใบบาง สีซีด และให้ผลผลิตลดลงได้
การแก้ปัญหาที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การปิดกั้นแสงทั้งหมด แต่เป็นการลดความร้อน ระบายอากาศร้อนออก และกระจายแสงให้ทั่วถึง โดยยังรักษาปริมาณแสงในช่วงที่พืชสามารถนำไปใช้ได้
ทำไมพลาสติกคลุมโรงเรือนจึงทำให้ภายในร้อน
แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบพลาสติกคลุมโรงเรือนจะผ่านเข้าไปยังพื้น วัสดุปลูก โครงสร้าง และใบพืช เมื่อพื้นผิวเหล่านี้ดูดซับพลังงาน ก็จะปล่อยความร้อนออกมาสู่อากาศภายในโรงเรือน
หากโรงเรือนมีช่องเปิดน้อย หลังคาต่ำ หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก ความร้อนที่เกิดขึ้นจะระบายออกได้ช้า ส่งผลให้อุณหภูมิภายในสูงกว่าภายนอก โดยเฉพาะบริเวณส่วนบนของโรงเรือนซึ่งเป็นจุดที่อากาศร้อนลอยขึ้นไปสะสม เพราะความร้อนจะลอยอยู่บน
สาเหตุที่ทำให้โรงเรือนร้อนผิดปกติมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- โรงเรือนไม่มีช่องระบายอากาศบริเวณหลังคา
- ติดตาข่ายกันแมลงที่มีความถี่สูงจนลมผ่านได้น้อย
- โรงเรือนมีความสูงไม่เพียงพอ
- ใช้พลาสติกใสแบบทั่วไปในพื้นที่แดดจัด ไม่มีการลดความร้อน
- มีวัสดุสีดำหรือพื้นผิวที่สะสมความร้อนอยู่ภายใน
- ต้นพืชปลูกแน่นจนการหมุนเวียนอากาศลดลง
- ไม่มีพัดลมหรือระบบช่วยระบายอากาศ
ก่อนแก้ปัญหาจึงควรตรวจสอบก่อนว่า ความร้อนเกิดจากแสงที่เข้ามามากเกินไป หรือเกิดจากระบบระบายอากาศที่ไม่สามารถนำความร้อนออกได้ทัน เพราะวิธีแก้ของทั้งสองกรณีแตกต่างกัน
โรงเรือนร้อนกับแสงมากเกินไป เป็นปัญหาเดียวกันหรือไม่
ความร้อนและปริมาณแสงมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันทั้งหมด แสงบางช่วงมีความสำคัญต่อการสังเคราะห์แสงของพืช ขณะที่พลังงานบางช่วง โดยเฉพาะรังสีอินฟราเรด มีส่วนทำให้เกิดความร้อนสะสมมากกว่าการนำไปใช้ในการสังเคราะห์แสง
ช่วงแสงที่พืชนำไปใช้ในการสังเคราะห์แสงมักเรียกว่า PAR หรือ Photosynthetically Active Radiation ซึ่งอยู่ในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400–700 นาโนเมตร
ดังนั้น วิธีลดความร้อนที่เหมาะสมจึงควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องพร้อมกัน คือ
- ลดความร้อนโดยตรงจากแสงที่เข้าสู่โรงเรือน
- ระบายอากาศร้อนออกอย่างรวดเร็ว
- รักษาและกระจายแสงที่พืชต้องใช้ให้ทั่วถึง
ตรวจสอบอย่างไรก่อนเริ่มแก้ปัญหาโรงเรือนร้อน
ก่อนติดตั้งอุปกรณ์หรือเปลี่ยนพลาสติกคลุมโรงเรือน ควรเก็บข้อมูลเบื้องต้นเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
วัดอุณหภูมิ
ควรวัดอุณหภูมิบริเวณที่ต้นพืชอยู่จริง ไม่ควรติดเซ็นเซอร์ชิดหลังคาหรือโดนแสงแดดโดยตรง เพราะอาจทำให้ค่าที่ได้สูงกว่าสภาพที่พืชได้รับ
ควรวัดทั้งอุณหภูมิภายในและภายนอกในช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น ช่วงเช้า เที่ยง และบ่าย เพื่อดูว่าโรงเรือนเริ่มสะสมความร้อนตั้งแต่เวลาใด
ตรวจสอบความชื้นสัมพัทธ์
หากอุณหภูมิและความชื้นสูงพร้อมกัน พืชจะระบายความร้อนผ่านการคายน้ำได้ยากขึ้น และระบบพ่นหมอกหรือ Cooling Pad อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ในทางกลับกัน หากอากาศร้อนแต่ค่อนข้างแห้ง การระบายความร้อนด้วยการระเหยของน้ำอาจช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่า
ตรวจสอบการไหลของอากาศ
หากติดตั้งมุ้งกันแมลง ลองสังเกตว่าภายในโรงเรือนมีอากาศถ่ายเทเพียงพอหรือไม่ หากอากาศไหลผ่านเข้าค่อนข้างน้อย แนะนำให้ลดความถี่ของมุ้งกันแมลง
ตรวจสอบแสงที่พืชได้รับ
โรงเรือนอาจดูสว่างสำหรับคน แต่แสงที่พืชใช้ในการเจริญเติบโตอาจไม่เพียงพอ เพราะคลื่นแสงที่เรามองเห็น กับคลื่นแสงที่พืชใช้ในการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน หากมีเครื่องวัด PAR หรือเซ็นเซอร์แสง ควรวัดหลายจุดและหลายช่วงเวลา เพื่อตรวจสอบว่าพืชได้รับแสงเพียงพอจริงหรือไม่ และไม่ควรวัดเฉพาะบริเวณกลางโรงเรือน
7 วิธีลดความร้อนในโรงเรือนโดยไม่ทำให้พืชขาดแสง
1. เพิ่มการระบายอากาศก่อนเพิ่มสแลน
การระบายอากาศควรเป็นสิ่งแรกที่ตรวจสอบ เพราะแม้จะใช้พลาสติกคลุมโรงเรือนสูตรลดความร้อน หากอากาศร้อนภายในไม่สามารถออกจากโรงเรือนได้ อุณหภูมิก็ยังคงสะสมอยู่ภายใน
ควรมีช่องระบายอากาศบริเวณหลังคาหรือสันหลังคา เนื่องจากอากาศร้อนจะลอยขึ้นสูงตามธรรมชาติ โรงเรือนที่มีช่องเปิดด้านบน หรือโรงเรือนทรง ก.ไก่ จะช่วยให้อากาศร้อนลอยออกทางหลังคา อากาศเย็นจากภายนอกไหลเข้าทางด้านข้าง เกิดเป็นการถ่ายเทอากาศโดยไม่ต้องใช้พลังงานมาก
แนวทางปรับปรุงการระบายอากาศ
- ทำโรงเรือนให้สูง เพราะความร้อนจะลอยตัวขึ้นที่สูง
- เพิ่มช่องเปิดบริเวณหลังคาหรือสันหลังคา
- ไม่วางสิ่งของหรือพืชหนาแน่นขวางช่องลม
- ทำความสะอาดตาข่ายกันแมลงไม่ให้ฝุ่นอุดตัน
- หันโรงเรือนให้รับทิศทางลมประจำพื้นที่เมื่อออกแบบใหม่
สำหรับโรงเรือนเปิดข้าง การระบายอากาศแบบธรรมชาติอาจช่วยลดความร้อนได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย แต่โรงเรือนระบบปิดหรือโรงเรือนที่ต้องควบคุมแมลงอย่างเข้มงวดอาจต้องใช้พัดลมร่วมกับระบบทำความเย็น
2. ใช้พลาสติกคลุมโรงเรือนสูตรลดความร้อนและกระจายแสง

การใช้สแลนช่วยลดแสงและความร้อนพร้อมกันก็จริง แต่หากใช้สแลนที่มีความถี่มากเกินไป ในบางครั้งก็อาจกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้พืชโตได้ช้าลง ทางเลือกหนึ่งคือใช้พลาสติกคลุมโรงเรือนที่ออกแบบให้ลดความร้อนและกระจายแสงโดยเฉพาะ
ฟิล์มชนิดกระจายแสง (Diffused) ช่วยเปลี่ยนแสงตรงที่มีความเข้มสูงให้กระจายไปยังบริเวณต่าง ๆ ภายในโรงเรือน ทำให้ใบพืชในส่วนล่างและพื้นที่ซึ่งเคยอยู่ในเงาได้รับแสงมากขึ้น พร้อมลดจุดที่ได้รับแสงเข้มจนเกิดใบไหม้
ส่วนพลาสติกสูตรลดความร้อนและกระจายแสงจะช่วยลดพลังงานความร้อนบางส่วน โดยหลักการทำงานคือ ฟิล์มจะทำหน้าที่เหมือนกำแพงในการกัน IR (Infrared) ออกไป ซึ่งเป็นต้นเหตุของความร้อน แต่ยังเปิดให้แสงที่จำเป็นต่อพืชผ่านเข้าสู่โรงเรือนได้ ฟิล์ม VSC Cooling Diffused Film ได้รับการออกแบบให้ช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนเฉลี่ยประมาณ 2–5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับฟิล์มสูตรมาตรฐาน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายแสงภายในโรงเรือน เป็นพลาสติกที่ถูกพัฒนามาเพื่อให้เหมาะกับประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยโดยเฉพาะ
พลาสติกประเภทนี้เหมาะกับโรงเรือนที่ปลูกพืชซึ่งไวต่อความร้อน เช่น ผักสลัด พืชเมืองหนาว ต้นกล้า ไม้ดอก และพืชที่ต้องการควบคุมคุณภาพของสี รูปทรง หรือผลผลิต
อย่างไรก็ตาม ฟิล์มลดความร้อนไม่สามารถทดแทนระบบระบายอากาศทั้งหมดได้ หากโรงเรือนปิดทึบหรือช่องลมไม่เพียงพอ ยังจำเป็นต้องปรับปรุงการถ่ายเทอากาศร่วมด้วย
3. เลือกใช้สแลนในระดับที่เหมาะกับพืช
สแลนหรือผ้าพรางแสงช่วยลดรังสีที่เข้าสู่โรงเรือน แต่ไม่ควรเลือกเปอร์เซ็นต์จากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เพราะพืชแต่ละชนิดต้องการแสงไม่เท่ากัน และค่าเปอร์เซ็นต์ของสแลนไม่ได้เท่ากับเปอร์เซ็นต์อุณหภูมิที่ลดลงโดยตรง
หากโรงเรือนใช้พลาสติกสูตรลดความร้อนกระจายแสงอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องใช้สแลนเลย หรือไม่จำเป็นต้องใช้สแลนที่มีเปอร์เซ็นต์สูงมาก ควรเริ่มจากการพรางแสงระดับต่ำถึงปานกลาง จากนั้นวัดอุณหภูมิและสังเกตการตอบสนองของพืชก่อนเพิ่มระดับการพรางแสง
สำหรับพืชที่ต้องการแสงมาก เช่น มะเขือเทศ แตงกวา เมล่อน หรือพริก การใช้สแลนทึบเกินไปอาจทำให้พืชสร้างอาหารได้น้อยลง ออกดอกช้า หรือติดผลลดลงได้
ติดสแลนด้านนอกหรือด้านในดีกว่า
โดยทั่วไป การติดสแลนด้านนอกมีประสิทธิภาพในการลดความร้อนมากกว่า แต่อาจส่งผลต่ออายุการใช้งานของพลาสติกโดยตรง หากติดตั้งสแลนแนบกับพลาสติก ส่วนใหญ่จึงนิยมติดตั้งสแลนไว้ภายในโรงเรือนมากกว่า เพราะไม่ส่งผลกระทบต่ออายุการใช้งานของพลาสติก และยังช่วยลดความร้อนได้ดีอยู่
หากเป็นไปได้ ควรใช้สแลนแบบเลื่อนหรือม้วนเก็บได้ เพื่อเปิดรับแสงในช่วงเช้า วันที่มีเมฆมาก หรือฤดูกาลที่แสงลดลง และปิดเฉพาะช่วงที่ร้อนจัด
4. เพิ่มพัดลมระบายอากาศและพัดลมหมุนเวียนอากาศ
พัดลมระบายอากาศทำหน้าที่ดึงอากาศร้อนออกจากโรงเรือน และทำให้อากาศใหม่จากภายนอกไหลเข้ามาแทนที่ เหมาะกับโรงเรือนที่การระบายอากาศตามธรรมชาติไม่เพียงพอ หรือมีตาข่ายกันแมลงที่ลดการไหลของลม
ควรติดตั้งพัดลมระบายอากาศและช่องรับอากาศไว้คนละด้าน เพื่อให้อากาศไหลผ่านพื้นที่ปลูกอย่างทั่วถึง ไม่ควรวางพัดลมกับช่องรับลมใกล้กันมากเกินไป เพราะอากาศอาจไหลลัดวงจรโดยไม่ผ่านบริเวณกลางโรงเรือน
ส่วนพัดลมหมุนเวียนอากาศภายในไม่ได้ทำให้อุณหภูมิลดลงโดยตรงมากนัก แต่ช่วยลดจุดอับ กระจายอากาศร้อนและความชื้นให้สม่ำเสมอ รวมถึงช่วยให้ใบพืชระบายความร้อนได้ดีขึ้น
การเลือกขนาด จำนวน และตำแหน่งพัดลมควรพิจารณาจากขนาดโรงเรือน ความยาว ปริมาตรอากาศ ตาข่ายกันแมลง และช่องรับอากาศ ไม่ควรเลือกจากกำลังไฟหรือขนาดใบพัดเพียงอย่างเดียว
5. ใช้ระบบพ่นหมอกหรือ Cooling Pad อย่างเหมาะสม
ระบบพ่นหมอกและระบบพัดลมร่วมกับแผงรังผึ้งหรือ Cooling Pad ใช้หลักการระเหยของน้ำเพื่อดึงความร้อนออกจากอากาศ จึงสามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนได้
ระบบพ่นหมอกควรสร้างละอองน้ำที่มีขนาดเล็กและสามารถระเหยกลางอากาศ ไม่ควรพ่นจนใบและพื้นเปียกตลอดเวลา เพราะอาจทำให้ความชื้นสูงเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเชื้อรา และเกิดน้ำหยดสะสมบนใบพืช
ประสิทธิภาพของระบบระเหยน้ำขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศ หากอากาศภายนอกมีความชื้นสูง น้ำจะระเหยได้ช้าลง ทำให้ลดอุณหภูมิได้ไม่มากเท่าช่วงที่อากาศแห้ง
ระบบ Cooling Pad จึงควรออกแบบร่วมกับพัดลมและระยะทางการไหลของอากาศอย่างเหมาะสม รวมถึงต้องทำความสะอาดตะไคร่น้ำ เพราะสิ่งอุดตันจะลดปริมาณอากาศและประสิทธิภาพการทำความเย็น
6. ลดพื้นผิวที่สะสมความร้อนภายในโรงเรือน
พื้นดินแห้ง พื้นคอนกรีต อุปกรณ์โลหะ และวัสดุสีดำสามารถดูดซับพลังงานจากแสงแดดแล้วปล่อยความร้อนกลับเข้าสู่อากาศได้
ควรหลีกเลี่ยงการวางถังน้ำสีดำ เครื่องมือ หรือวัสดุที่ดูดซับความร้อนไว้กลางแดดภายในโรงเรือน หากจำเป็นต้องมีถังน้ำ ควรมีฉนวนหรือวัสดุบังแดดแยกจากพื้นที่ปลูก
7. จัดการน้ำและต้นพืชให้เหมาะกับช่วงอากาศร้อน
เมื่อต้นพืชได้รับความร้อนสูง ความต้องการน้ำและอัตราการคายน้ำจะเพิ่มขึ้น แต่การให้น้ำมากเกินไปไม่ได้ช่วยลดความร้อนเสมอไป และอาจทำให้รากขาดอากาศหรือเกิดโรคได้
ควรตรวจสอบความชื้นของวัสดุปลูกและให้น้ำตามความต้องการของพืช โดยแบ่งให้น้ำเป็นช่วงที่เหมาะสมแทนการปล่อยน้ำจำนวนมากในครั้งเดียว
ตารางสังเกตสาเหตุและวิธีแก้โรงเรือนร้อน
| อาการที่พบ | สาเหตุที่เป็นไปได้ | แนวทางแก้ไข |
|---|---|---|
| อุณหภูมิภายในสูงกว่าภายนอกมาก | ช่องระบายอากาศไม่เพียงพอ | เพิ่มช่องเปิดด้านข้าง หลังคา หรือพัดลมระบายอากาศ |
| ร้อนเฉพาะช่วงเที่ยงถึงบ่าย | รังสีจากแสงแดดเข้าสูง | ใช้ฟิล์มลดความร้อนหรือสแลนแบบปรับเปิดปิดได้ |
| ใบบนไหม้ แต่ใบล่างได้รับแสงน้อย | แสงตรงเข้มและกระจายไม่ทั่ว | ใช้พลาสติกสูตรกระจายแสง |
| โรงเรือนร้อนและอับชื้น | อากาศไม่หมุนเวียน | เพิ่มช่องลมและพัดลมหมุนเวียนอากาศ |
| พ่นหมอกแล้วไม่เย็นลง | ความชื้นภายนอกสูงหรือระบบไม่เหมาะสม | ลดเวลาพ่น เพิ่มการระบายอากาศ หรือตรวจหัวพ่น |
| ติดสแลนแล้วต้นยืด ใบซีด | พรางแสงมากเกินไป | ลดเปอร์เซ็นต์สแลนหรือใช้แบบม้วนเก็บได้ |
| อุณหภูมิแต่ละจุดต่างกันมาก | อากาศไหลไม่ทั่วโรงเรือน | ปรับตำแหน่งพัดลมและสิ่งกีดขวาง |
| โรงเรือนร้อนแม้เปิดด้านข้างแล้ว | ช่องเปิดถูกตาข่ายหรือพืชบัง | ทำความสะอาดตาข่ายและเพิ่มพื้นที่รับลม |
วิธีแก้ปัญหาที่ไม่ควรทำ
เพิ่มสแลนเปอร์เซ็นต์สูงทันที
การเพิ่มสแลนจากไม่มีเลยเป็นระดับสูงทันทีอาจทำให้สภาพแสงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ส่งผลต่อพืชโดยตรง ควรเริ่มจากระดับต่ำหรือปานกลาง วัดผล และปรับตามชนิดพืช
ฉีดพ่นสีหรือสารเคลือบบนพลาสติกโดยไม่ตรวจสอบ
สารเคลือบบางชนิดอาจไม่เหมาะกับพลาสติก PE อาจทำให้เกิดปฏิกิริยากับสารป้องกัน UV หรือกระทบต่ออายุการใช้งานของฟิล์ม
พ่นน้ำตลอดทั้งวัน
การพ่นน้ำอย่างต่อเนื่องอาจทำให้โรงเรือนมีความชื้นสูง ใบพืชเปียก และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค ควรใช้เซ็นเซอร์อุณหภูมิและความชื้นควบคุมการทำงานเป็นช่วง ๆ
ปิดช่องลมทั้งหมดเพื่อป้องกันแมลง
การปิดโรงเรือนแน่นเกินไปจะทำให้อุณหภูมิและความชื้นสะสม หากต้องควบคุมแมลง ควรเพิ่มพื้นที่ตาข่าย ใช้พัดลมที่มีแรงดันเหมาะสม หรือออกแบบห้องทางเข้าแยกแทนการปิดช่องระบายอากาศทั้งหมด
ควรเลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนแบบไหนในพื้นที่อากาศร้อน
การเลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนควรพิจารณาทั้งชนิดพืช สภาพอากาศ รูปแบบโรงเรือน และระบบระบายอากาศ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะความใสหรือความหนาของฟิล์ม
สูตรมาตรฐาน
เหมาะกับพื้นที่ที่อุณหภูมิไม่สูงมาก โรงเรือนมีระบบระบายอากาศดี หรือพืชต้องการแสงในปริมาณสูง แต่ในพื้นที่แดดจัดอาจต้องใช้สแลนหรือระบบลดความร้อนเพิ่มเติม
สูตรกระจายแสง
เหมาะกับโรงเรือนที่มีปัญหาแสงเข้มเฉพาะจุด ใบบนไหม้ หรือแสงไปไม่ถึงส่วนล่างของทรงพุ่ม ช่วยให้แสงกระจายทั่วพื้นที่มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดแสงทั้งหมด
สูตรลดความร้อนและกระจายแสง
เหมาะกับพื้นที่อากาศร้อน โรงเรือนปลูกผักเมืองหนาว ต้นกล้า ผักสลัด เมล่อน หรือพืชที่ไวต่อความร้อน ช่วยลดความร้อนพร้อมกระจายแสงให้ทั่วถึง
สูตรคัดเลือกแสง
เหมาะกับพืชที่ต้องการควบคุมคุณภาพแสงเป็นพิเศษ เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ หรือพืชที่สีและคุณภาพผลผลิตสัมพันธ์กับช่วงคลื่นแสง
VSC มีพลาสติกคลุมโรงเรือนหลายสูตร ได้แก่ สูตรมาตรฐาน สูตรกระจายแสง สูตรลดความร้อนและกระจายแสง สูตรคัดเลือกแสง สูตรป้องกันแมลง สูตรป้องกันตะไคร่น้ำ และป้องกันหยดน้ำ เพื่อรองรับพืชและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
สรุป พลาสติกคลุมโรงเรือนร้อนเกินไปควรแก้อย่างไร
เมื่อโรงเรือนร้อนเกินไป ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการลดแสงให้มากที่สุด แต่ควรตรวจสอบระบบระบายอากาศก่อน จากนั้นจึงเลือกวิธีลดความร้อนที่ไม่กระทบต่อแสงซึ่งพืชต้องใช้
แนวทางที่ควรทำตามลำดับ ได้แก่
- วัดอุณหภูมิ ความชื้น และแสงในโรงเรือน
- เพิ่มช่องระบายอากาศด้านข้างและหลังคา
- ใช้พัดลมระบายอากาศเมื่อการถ่ายเทตามธรรมชาติไม่เพียงพอ
- เลือกพลาสติกสูตรลดความร้อนกระจายแสง
- ใช้สแลนในเปอร์เซ็นต์ที่เหมาะกับชนิดพืช
- ใช้ระบบพ่นหมอกหรือ Cooling Pad ตามระดับความชื้นของพื้นที่
- ตรวจสอบผลหลังปรับแก้และค่อย ๆ ปรับเพิ่มเติม
การจัดการที่ดีควรช่วยให้อุณหภูมิลดลง ขณะเดียวกันพืชยังได้รับแสงอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทั่วทั้งโรงเรือน ไม่ใช่เพียงทำให้ภายในมืดและเย็นลงเท่านั้น
เลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนให้เหมาะกับสภาพอากาศกับ VSC
VSC ผลิตและจำหน่ายพลาสติกคลุมโรงเรือนสำหรับการเกษตรหลายสูตร ทั้งฟิล์มสูตรมาตรฐาน สูตรกระจายแสง สูตรลดความร้อนและกระจายแสง รวมถึงฟิล์มคัดเลือกแสง รองรับการปลูกผัก ผลไม้ ไม้ดอก ต้นกล้า และพืชเศรษฐกิจในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ผู้ปลูกสามารถปรึกษาทีมงาน VSC เพื่อเลือกสูตร ความหนา หน้ากว้าง และคุณสมบัติของพลาสติกให้เหมาะกับพืช โครงสร้างโรงเรือน และสภาพอากาศของพื้นที่ ช่วยลดปัญหาความร้อนสะสมโดยไม่จำเป็นต้องลดแสงที่พืชต้องใช้มากเกินไป