พลาสติกคลุมโรงเรือนร้อนเกินไป แก้อย่างไรโดยไม่กระทบแสงที่พืชได้รับ
7 August 2026
พลาสติกคลุมโรงเรือนช่วยป้องกันฝน ลม แมลง และควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเพาะปลูก แต่หนึ่งในปัญหาที่เกษตรกรพบได้บ่อยคือ อุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงเกินไป โดยเฉพาะช่วงกลางวันและฤดูร้อน เมื่อแสงอาทิตย์ผ่านพลาสติกเข้ามาแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนสะสมอยู่ภายใน
เมื่อโรงเรือนร้อนเกินไป พืชอาจเกิดอาการใบเหี่ยว ใบไหม้ ขอบใบแห้ง ดอกร่วง ติดผลไม่ดี หรือเจริญเติบโตช้าลง หลายคนจึงแก้ปัญหาด้วยการติดสแลนทึบหรือคลุมวัสดุเพิ่มจนแสงลดลงมากเกินไป แม้อุณหภูมิจะลดลง แต่พืชกลับได้รับแสงไม่เพียงพอสำหรับการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้ต้นยืด ใบบาง สีซีด และให้ผลผลิตลดลงได้
การแก้ปัญหาที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การปิดกั้นแสงทั้งหมด แต่เป็นการลดพลังงานความร้อน ระบายอากาศร้อนออก และกระจายแสงให้ทั่วถึง โดยยังรักษาปริมาณแสงในช่วงที่พืชสามารถนำไปใช้ได้
ทำไมพลาสติกคลุมโรงเรือนจึงทำให้ภายในร้อน
แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบพลาสติกคลุมโรงเรือนจะผ่านเข้าไปยังพื้น วัสดุปลูก โครงสร้าง และใบพืช เมื่อพื้นผิวเหล่านี้ดูดซับพลังงาน ก็จะปล่อยความร้อนออกมาสู่อากาศภายในโรงเรือน
หากโรงเรือนมีช่องเปิดน้อย หลังคาต่ำ หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก ความร้อนที่เกิดขึ้นจะระบายออกได้ช้า ส่งผลให้อุณหภูมิภายในสูงกว่าภายนอก โดยเฉพาะบริเวณส่วนบนของโรงเรือนซึ่งเป็นจุดที่อากาศร้อนลอยขึ้นไปสะสม
สาเหตุที่ทำให้โรงเรือนร้อนผิดปกติมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- โรงเรือนไม่มีช่องระบายอากาศบริเวณหลังคา
- ช่องเปิดด้านข้างมีขนาดเล็กหรือถูกปิดตลอดเวลา
- ติดตาข่ายกันแมลงที่มีความถี่สูงจนลมผ่านได้น้อย
- โรงเรือนมีความสูงไม่เพียงพอ
- ใช้พลาสติกใสสูตรมาตรฐานในพื้นที่แดดจัด
- มีวัสดุสีดำหรือพื้นผิวที่สะสมความร้อนอยู่ภายใน
- ต้นพืชปลูกแน่นจนการหมุนเวียนอากาศลดลง
- ไม่มีพัดลมหรือระบบช่วยระบายอากาศ
- พลาสติกคลุมโรงเรือนติดตั้งหย่อนหรือมีฝุ่นเกาะมาก
ก่อนแก้ปัญหาจึงควรตรวจสอบก่อนว่า ความร้อนเกิดจากพลังงานแสงที่เข้ามามากเกินไป หรือเกิดจากระบบระบายอากาศที่ไม่สามารถนำความร้อนออกได้ทัน เพราะวิธีแก้ของทั้งสองกรณีแตกต่างกัน
โรงเรือนร้อนกับแสงมากเกินไป เป็นปัญหาเดียวกันหรือไม่
ความร้อนและปริมาณแสงมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันทั้งหมด แสงบางช่วงมีความสำคัญต่อการสังเคราะห์แสง ขณะที่พลังงานบางช่วง โดยเฉพาะรังสีอินฟราเรด มีส่วนทำให้เกิดความร้อนสะสมมากกว่าการนำไปใช้ในการสังเคราะห์แสง
ช่วงแสงที่พืชนำไปใช้ในการสังเคราะห์แสงมักเรียกว่า PAR หรือ Photosynthetically Active Radiation ซึ่งอยู่ในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400–700 นาโนเมตร พลาสติกคลุมโรงเรือนชนิดคัดเลือกแสงสามารถออกแบบให้ควบคุมสัดส่วนของแสงและช่วยลดคลื่นที่ไม่จำเป็นบางส่วน พร้อมกระจายแสงให้ทั่วถึงมากขึ้นได้
ดังนั้น วิธีลดความร้อนที่เหมาะสมจึงควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องพร้อมกัน คือ
- ลดพลังงานความร้อนที่เข้าสู่โรงเรือน
- ระบายอากาศร้อนออกอย่างรวดเร็ว
- รักษาและกระจายแสงที่พืชต้องใช้ให้ทั่วถึง
ตรวจสอบอย่างไรก่อนเริ่มแก้ปัญหาโรงเรือนร้อน
ก่อนติดตั้งอุปกรณ์หรือเปลี่ยนพลาสติกคลุมโรงเรือน ควรเก็บข้อมูลเบื้องต้นเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
วัดอุณหภูมิในระดับทรงพุ่ม
ควรวัดอุณหภูมิบริเวณที่ต้นพืชอยู่จริง ไม่ควรติดเซ็นเซอร์ชิดหลังคาหรือโดนแสงแดดโดยตรง เพราะอาจทำให้ค่าที่ได้สูงกว่าสภาพที่พืชได้รับ
ควรวัดทั้งอุณหภูมิภายในและภายนอกในช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น ช่วงเช้า เที่ยง และบ่าย เพื่อดูว่าโรงเรือนเริ่มสะสมความร้อนตั้งแต่เวลาใด
ตรวจสอบความชื้นสัมพัทธ์
หากอุณหภูมิและความชื้นสูงพร้อมกัน พืชจะระบายความร้อนผ่านการคายน้ำได้ยากขึ้น และระบบพ่นหมอกหรือ Cooling Pad อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ในทางกลับกัน หากอากาศร้อนแต่ค่อนข้างแห้ง การระบายความร้อนด้วยการระเหยของน้ำอาจช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่า
ตรวจสอบการไหลของอากาศ
ลองสังเกตว่าช่องเปิดด้านข้าง หลังคา และประตูมีอากาศเคลื่อนผ่านหรือไม่ บางโรงเรือนเปิดประตูไว้แต่ไม่มีช่องให้ลมไหลออกอีกด้านหนึ่ง ทำให้อากาศภายในไม่เกิดการหมุนเวียนอย่างที่ควร
ตรวจสอบแสงที่ระดับใบพืช
โรงเรือนอาจดูสว่างสำหรับคน แต่แสงบริเวณใต้ทรงพุ่มหรือแถวปลูกด้านในอาจไม่เพียงพอ หากมีเครื่องวัด PAR หรือเซ็นเซอร์แสง ควรวัดหลายจุดและหลายช่วงเวลา ไม่ควรวัดเฉพาะบริเวณกลางโรงเรือน
7 วิธีลดความร้อนในโรงเรือนโดยไม่ทำให้พืชขาดแสง
1. เพิ่มการระบายอากาศก่อนเพิ่มสแลน
การระบายอากาศควรเป็นสิ่งแรกที่ตรวจสอบ เพราะแม้จะใช้พลาสติกคลุมโรงเรือนสูตรลดความร้อน หากอากาศร้อนไม่สามารถออกจากโรงเรือนได้ อุณหภูมิก็ยังคงสะสมอยู่ภายใน
ควรเปิดช่องระบายอากาศด้านข้างให้กว้างเพียงพอ และหากโครงสร้างรองรับได้ ควรมีช่องระบายอากาศบริเวณหลังคาหรือสันหลังคา เนื่องจากอากาศร้อนจะลอยขึ้นสูงตามธรรมชาติ
โรงเรือนที่มีช่องเปิดด้านล่างและด้านบนจะช่วยให้อากาศเย็นจากภายนอกไหลเข้าทางด้านข้าง ขณะที่อากาศร้อนลอยออกทางหลังคา เกิดเป็นการถ่ายเทอากาศโดยไม่ต้องใช้พลังงานมาก
หากใช้ตาข่ายกันแมลง ควรเผื่อพื้นที่ช่องเปิดให้มากขึ้น เพราะตาข่ายที่มีรูถี่จะเพิ่มแรงต้านและลดปริมาณลมที่ผ่านเข้าสู่โรงเรือน
แนวทางปรับปรุงการระบายอากาศ
- เปิดผนังด้านข้างแบบม้วนขึ้นได้
- เพิ่มช่องระบายอากาศที่หน้าจั่ว
- เพิ่มช่องเปิดบริเวณหลังคาหรือสันหลังคา
- จัดทางลมเข้าและทางลมออกให้อยู่คนละด้าน
- ไม่วางสิ่งของหรือพืชหนาแน่นขวางช่องลม
- ทำความสะอาดตาข่ายกันแมลงไม่ให้ฝุ่นอุดตัน
- หันโรงเรือนให้รับทิศทางลมประจำพื้นที่เมื่อออกแบบใหม่
สำหรับโรงเรือนเปิดข้าง การระบายอากาศแบบธรรมชาติอาจช่วยลดความร้อนได้โดยไม่ต้องใช้พลังงาน แต่โรงเรือนระบบปิดหรือโรงเรือนที่ต้องควบคุมแมลงอย่างเข้มงวดอาจต้องใช้พัดลมร่วมกับระบบทำความเย็น
2. ใช้พลาสติกคลุมโรงเรือนสูตรลดความร้อนและกระจายแสง
การใช้สแลนทึบช่วยลดแสงและความร้อนพร้อมกัน แต่หากลดแสงมากเกินไปก็อาจกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช ทางเลือกหนึ่งคือใช้พลาสติกคลุมโรงเรือนที่ออกแบบให้ลดความร้อนและกระจายแสงโดยเฉพาะ
ฟิล์มชนิดกระจายแสงช่วยเปลี่ยนแสงตรงที่มีความเข้มสูงให้กระจายไปยังบริเวณต่าง ๆ ภายในโรงเรือน ทำให้ใบพืชในส่วนล่างและพื้นที่ซึ่งเคยอยู่ในเงาได้รับแสงมากขึ้น พร้อมลดจุดที่ได้รับแสงเข้มจนเกิดใบไหม้
ส่วนพลาสติกสูตรลดความร้อนและกระจายแสงจะช่วยลดพลังงานความร้อนบางส่วน โดยยังเปิดให้แสงที่จำเป็นต่อพืชผ่านเข้าสู่โรงเรือนได้ จากข้อมูลของ VSC ฟิล์ม Cooling Diffused Film ได้รับการออกแบบให้ช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนเฉลี่ยประมาณ 2–5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับฟิล์มสูตรมาตรฐาน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายแสงภายในโรงเรือน
พลาสติกประเภทนี้เหมาะกับโรงเรือนที่ปลูกพืชซึ่งไวต่อความร้อน เช่น ผักสลัด พืชเมืองหนาว ต้นกล้า ไม้ดอก และพืชที่ต้องการควบคุมคุณภาพของสี รูปทรง หรือผลผลิต
อย่างไรก็ตาม ฟิล์มลดความร้อนไม่สามารถทดแทนระบบระบายอากาศทั้งหมดได้ หากโรงเรือนปิดทึบหรือช่องลมไม่เพียงพอ ยังจำเป็นต้องปรับปรุงการถ่ายเทอากาศร่วมด้วย
3. เลือกใช้สแลนในระดับที่เหมาะกับพืช
สแลนหรือผ้าพรางแสงช่วยลดรังสีที่เข้าสู่โรงเรือน แต่ไม่ควรเลือกเปอร์เซ็นต์จากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เพราะพืชแต่ละชนิดต้องการแสงไม่เท่ากัน และค่าเปอร์เซ็นต์ของสแลนไม่ได้เท่ากับเปอร์เซ็นต์อุณหภูมิที่ลดลงโดยตรง
หากโรงเรือนใช้พลาสติกกระจายแสงอยู่แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องใช้สแลนที่มีเปอร์เซ็นต์สูงมาก ควรเริ่มจากการพรางแสงระดับต่ำถึงปานกลาง จากนั้นวัดอุณหภูมิและสังเกตการตอบสนองของพืชก่อนเพิ่มระดับการพรางแสง
สำหรับพืชที่ต้องการแสงมาก เช่น มะเขือเทศ แตงกวา เมล่อน หรือพริก การใช้สแลนทึบเกินไปอาจทำให้พืชสร้างอาหารได้น้อยลง ออกดอกช้า หรือติดผลลดลงได้
ติดสแลนด้านนอกหรือด้านในดีกว่า
โดยทั่วไป การติดสแลนด้านนอกมีประสิทธิภาพในการลดความร้อนมากกว่า เพราะช่วยสกัดพลังงานแสงก่อนเข้าสู่โรงเรือน หากติดไว้ภายใน พลังงานแสงได้ผ่านพลาสติกเข้ามาแล้ว และความร้อนที่เกิดขึ้นยังคงสะสมอยู่ภายในบางส่วน
ควรเว้นช่องว่างระหว่างสแลนกับพลาสติกคลุมโรงเรือน เพื่อให้อากาศไหลผ่านและระบายความร้อนออกได้ ไม่ควรวางสแลนแนบติดพลาสติกโดยตรงตลอดทั้งผืน
หากเป็นไปได้ ควรใช้สแลนแบบเลื่อนหรือม้วนเก็บได้ เพื่อเปิดรับแสงในช่วงเช้า วันที่มีเมฆมาก หรือฤดูกาลที่แสงลดลง และปิดเฉพาะช่วงที่ร้อนจัด
4. เพิ่มพัดลมระบายอากาศและพัดลมหมุนเวียนอากาศ
พัดลมระบายอากาศทำหน้าที่ดึงอากาศร้อนออกจากโรงเรือน และทำให้อากาศใหม่จากภายนอกไหลเข้ามาแทนที่ เหมาะกับโรงเรือนที่การระบายอากาศตามธรรมชาติไม่เพียงพอ หรือมีตาข่ายกันแมลงที่ลดการไหลของลม
ควรติดตั้งพัดลมระบายอากาศและช่องรับอากาศไว้คนละด้าน เพื่อให้อากาศไหลผ่านพื้นที่ปลูกอย่างทั่วถึง ไม่ควรวางพัดลมกับช่องรับลมใกล้กันมากเกินไป เพราะอากาศอาจไหลลัดวงจรโดยไม่ผ่านบริเวณกลางโรงเรือน
ส่วนพัดลมหมุนเวียนอากาศภายในไม่ได้ทำให้อุณหภูมิลดลงโดยตรงมากนัก แต่ช่วยลดจุดอับ กระจายอากาศร้อนและความชื้นให้สม่ำเสมอ รวมถึงช่วยให้ใบพืชระบายความร้อนได้ดีขึ้น
การเลือกขนาด จำนวน และตำแหน่งพัดลมควรพิจารณาจากขนาดโรงเรือน ความยาว ปริมาตรอากาศ ตาข่ายกันแมลง และช่องรับอากาศ ไม่ควรเลือกจากกำลังไฟหรือขนาดใบพัดเพียงอย่างเดียว
5. ใช้ระบบพ่นหมอกหรือ Cooling Pad อย่างเหมาะสม
ระบบพ่นหมอกและระบบพัดลมร่วมกับแผงรังผึ้งหรือ Cooling Pad ใช้หลักการระเหยของน้ำเพื่อดึงความร้อนออกจากอากาศ จึงสามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนได้
ระบบพ่นหมอกควรสร้างละอองน้ำที่มีขนาดเล็กและสามารถระเหยกลางอากาศ ไม่ควรพ่นจนใบและพื้นเปียกตลอดเวลา เพราะอาจทำให้ความชื้นสูงเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเชื้อรา และเกิดน้ำหยดสะสมบนใบพืช
ประสิทธิภาพของระบบระเหยน้ำขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศ หากอากาศภายนอกมีความชื้นสูง น้ำจะระเหยได้ช้าลง ทำให้ลดอุณหภูมิได้ไม่มากเท่าช่วงที่อากาศแห้ง
ระบบ Cooling Pad จึงควรออกแบบร่วมกับพัดลมและระยะทางการไหลของอากาศอย่างเหมาะสม รวมถึงต้องทำความสะอาดตะไคร่น้ำและคราบแร่ธาตุ เพราะสิ่งอุดตันจะลดปริมาณอากาศและประสิทธิภาพการทำความเย็น
6. ลดพื้นผิวที่สะสมความร้อนภายในโรงเรือน
พื้นดินแห้ง พื้นคอนกรีต อุปกรณ์โลหะ และวัสดุสีดำสามารถดูดซับพลังงานจากแสงแดดแล้วปล่อยความร้อนกลับเข้าสู่อากาศได้
การใช้วัสดุปูพื้นสีอ่อนหรือวัสดุที่ช่วยสะท้อนแสงบางส่วน สามารถลดการสะสมความร้อนบริเวณพื้น พร้อมช่วยสะท้อนแสงไปยังใต้ทรงพุ่มได้ แต่ควรเลือกวัสดุที่ระบายน้ำและทำความสะอาดง่าย ไม่ทำให้เกิดน้ำขังหรือความชื้นสะสม
ควรหลีกเลี่ยงการวางถังน้ำสีดำ เครื่องมือ หรือวัสดุที่ดูดซับความร้อนไว้กลางแดดภายในโรงเรือน หากจำเป็นต้องมีถังน้ำ ควรมีฉนวนหรือวัสดุบังแดดแยกจากพื้นที่ปลูก
7. จัดการน้ำและต้นพืชให้เหมาะกับช่วงอากาศร้อน
เมื่อต้นพืชได้รับความร้อนสูง ความต้องการน้ำและอัตราการคายน้ำจะเพิ่มขึ้น แต่การให้น้ำมากเกินไปไม่ได้ช่วยลดความร้อนเสมอไป และอาจทำให้รากขาดอากาศหรือเกิดโรคได้
ควรตรวจสอบความชื้นของวัสดุปลูกและให้น้ำตามความต้องการของพืช โดยแบ่งให้น้ำเป็นช่วงที่เหมาะสมแทนการปล่อยน้ำจำนวนมากในครั้งเดียว
นอกจากนี้ ควรจัดระยะปลูกและตัดแต่งใบอย่างเหมาะสม เพื่อให้อากาศไหลผ่านทรงพุ่มได้ แต่ไม่ควรตัดใบออกมากจนผลหรือลำต้นสัมผัสแสงโดยตรง เพราะอาจเกิดอาการแดดเผาได้
ตารางสังเกตสาเหตุและวิธีแก้โรงเรือนร้อน
| อาการที่พบ | สาเหตุที่เป็นไปได้ | แนวทางแก้ไข |
|---|---|---|
| อุณหภูมิภายในสูงกว่าภายนอกมาก | ช่องระบายอากาศไม่เพียงพอ | เพิ่มช่องเปิดด้านข้าง หลังคา หรือพัดลมระบายอากาศ |
| ร้อนเฉพาะช่วงเที่ยงถึงบ่าย | รังสีจากแสงแดดเข้าสูง | ใช้ฟิล์มลดความร้อนหรือสแลนแบบปรับเปิดปิดได้ |
| ใบบนไหม้ แต่ใบล่างได้รับแสงน้อย | แสงตรงเข้มและกระจายไม่ทั่ว | ใช้พลาสติกสูตรกระจายแสง |
| โรงเรือนร้อนและอับชื้น | อากาศไม่หมุนเวียน | เพิ่มช่องลมและพัดลมหมุนเวียนอากาศ |
| พ่นหมอกแล้วไม่เย็นลง | ความชื้นภายนอกสูงหรือระบบไม่เหมาะสม | ลดเวลาพ่น เพิ่มการระบายอากาศ หรือตรวจหัวพ่น |
| ติดสแลนแล้วต้นยืด ใบซีด | พรางแสงมากเกินไป | ลดเปอร์เซ็นต์สแลนหรือใช้แบบม้วนเก็บได้ |
| อุณหภูมิแต่ละจุดต่างกันมาก | อากาศไหลไม่ทั่วโรงเรือน | ปรับตำแหน่งพัดลมและสิ่งกีดขวาง |
| โรงเรือนร้อนแม้เปิดด้านข้างแล้ว | ช่องเปิดถูกตาข่ายหรือพืชบัง | ทำความสะอาดตาข่ายและเพิ่มพื้นที่รับลม |
วิธีแก้ปัญหาที่ไม่ควรทำ
คลุมผ้าใบหรือพลาสติกทึบทั้งหลัง
วัสดุทึบสามารถลดความร้อนได้ แต่จะตัดแสงที่พืชต้องใช้ไปพร้อมกัน เหมาะกับการแก้ปัญหาชั่วคราวบางช่วงเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นวิธีถาวรกับโรงเรือนปลูกพืชที่ต้องการแสง
เพิ่มสแลนเปอร์เซ็นต์สูงทันที
การเพิ่มสแลนจากไม่มีเลยเป็นระดับสูงทันทีอาจทำให้สภาพแสงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ควรเริ่มจากระดับต่ำหรือปานกลาง วัดผล และปรับตามชนิดพืช
ฉีดพ่นสีหรือสารเคลือบบนพลาสติกโดยไม่ตรวจสอบ
สารเคลือบบางชนิดอาจไม่เหมาะกับพลาสติก PE ทำให้ล้างออกยาก เกิดปฏิกิริยากับสารป้องกัน UV หรือกระทบต่ออายุการใช้งานของฟิล์ม ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตพลาสติกระบุว่าสามารถใช้ร่วมกันได้เท่านั้น
พ่นน้ำตลอดทั้งวัน
การพ่นน้ำอย่างต่อเนื่องอาจทำให้โรงเรือนมีความชื้นสูง ใบพืชเปียก และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค ควรใช้เซ็นเซอร์อุณหภูมิและความชื้นควบคุมการทำงานเป็นช่วง ๆ
ปิดช่องลมทั้งหมดเพื่อป้องกันแมลง
การปิดโรงเรือนแน่นเกินไปจะทำให้อุณหภูมิและความชื้นสะสม หากต้องควบคุมแมลง ควรเพิ่มพื้นที่ตาข่าย ใช้พัดลมที่มีแรงดันเหมาะสม หรือออกแบบห้องทางเข้าแยกแทนการปิดช่องระบายอากาศทั้งหมด
ควรเลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนแบบไหนในพื้นที่อากาศร้อน
สูตรมาตรฐาน
เหมาะกับพื้นที่ที่อุณหภูมิไม่สูงมาก โรงเรือนมีระบบระบายอากาศดี หรือพืชต้องการแสงในปริมาณสูง แต่ในพื้นที่แดดจัดอาจต้องใช้สแลนหรือระบบลดความร้อนเพิ่มเติม
สูตรกระจายแสง
เหมาะกับโรงเรือนที่มีปัญหาแสงเข้มเฉพาะจุด ใบบนไหม้ หรือแสงไปไม่ถึงส่วนล่างของทรงพุ่ม ช่วยให้แสงกระจายทั่วพื้นที่มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องลดแสงทั้งหมด
สูตรลดความร้อนและกระจายแสง
เหมาะกับพื้นที่อากาศร้อน โรงเรือนปลูกผักเมืองหนาว ต้นกล้า ผักสลัด เมล่อน หรือพืชที่ไวต่อความร้อน ช่วยลดพลังงานความร้อนพร้อมกระจายแสงให้ทั่วถึง
สูตรคัดเลือกแสง
เหมาะกับพืชที่ต้องการควบคุมคุณภาพแสงเป็นพิเศษ เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ หรือพืชที่สีและคุณภาพผลผลิตสัมพันธ์กับช่วงคลื่นแสง
VSC มีพลาสติกคลุมโรงเรือนหลายสูตร ได้แก่ สูตรมาตรฐาน สูตรกระจายแสง สูตรลดความร้อนและกระจายแสง และสูตรคัดเลือกแสง เพื่อรองรับพืชและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
สรุป พลาสติกคลุมโรงเรือนร้อนเกินไปควรแก้อย่างไร
เมื่อโรงเรือนร้อนเกินไป ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการลดแสงให้มากที่สุด แต่ควรตรวจสอบระบบระบายอากาศก่อน จากนั้นจึงเลือกวิธีลดพลังงานความร้อนที่ไม่กระทบต่อแสงซึ่งพืชต้องใช้
แนวทางที่ควรทำตามลำดับ ได้แก่
- วัดอุณหภูมิ ความชื้น และแสงในระดับทรงพุ่ม
- เพิ่มช่องระบายอากาศด้านข้างและหลังคา
- ใช้พัดลมระบายอากาศเมื่อการถ่ายเทตามธรรมชาติไม่เพียงพอ
- เลือกพลาสติกสูตรลดความร้อนหรือกระจายแสง
- ใช้สแลนในเปอร์เซ็นต์ที่เหมาะกับชนิดพืช
- ติดสแลนด้านนอกและทำให้สามารถเปิดปิดได้
- ใช้ระบบพ่นหมอกหรือ Cooling Pad ตามระดับความชื้นของพื้นที่
- ตรวจสอบผลหลังปรับแก้และค่อย ๆ ปรับเพิ่มเติม
การจัดการที่ดีควรช่วยให้อุณหภูมิลดลง ขณะเดียวกันพืชยังได้รับแสงอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทั่วทั้งโรงเรือน ไม่ใช่เพียงทำให้ภายในมืดและเย็นลงเท่านั้น
เลือกพลาสติกคลุมโรงเรือนให้เหมาะกับสภาพอากาศกับ VSC
VSC ผลิตและจำหน่ายพลาสติกคลุมโรงเรือนสำหรับการเกษตรหลายสูตร ทั้งฟิล์มสูตรมาตรฐาน สูตรกระจายแสง สูตรลดความร้อนและกระจายแสง รวมถึงฟิล์มคัดเลือกแสง รองรับการปลูกผัก ผลไม้ ไม้ดอก ต้นกล้า และพืชเศรษฐกิจในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ผู้ปลูกสามารถปรึกษาทีมงาน VSC เพื่อเลือกสูตร ความหนา หน้ากว้าง และคุณสมบัติของพลาสติกให้เหมาะกับพืช โครงสร้างโรงเรือน และสภาพอากาศของพื้นที่ ช่วยลดปัญหาความร้อนสะสมโดยไม่จำเป็นต้องลดแสงที่พืชต้องใช้มากเกินไป